วางฤกษ์เดือนหน้าส่งหุ้นเข้าเทรดตลาด mai
CYBER คาดเข็น IPO จำนวน 60 ล้านหุ้นเข้าตลาด mai ช่วงกลางเดือนหน้า แย้มกำหนดช่วง ราคาขายไว้ที่ 1.60-2 บาท ระบุมีส่วนลด ให้นักลงทุน 10-20% ไม่หวั่นแม้ภาวะตลาดฯ อยู่ในช่วงผันผวน มั่นใจนักลงทุนให้การตอบรับเยี่ยม ชูจุดเด่นมีศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง วางเป้ากำไรปี 53 โตก้าวกระโดดจากปีนี้
นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ตอินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CYBER เปิดเผยว่าหุ้น IPO ของบริษัทดังกล่าว จำนวน 60 ล้านหุ้น คาดว่าจะสามารถเข้าซื้อขายในตลาดหลัก ทรัพย์ mai ได้ประมาณกลางเดือนธันวา คมนี้ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติข้อมูลไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับบริษัทยังมีความพร้อม ทั้งเรื่องผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีทิศทางการขยายตัวที่ดีอีกด้วย ดังนั้น จึงมั่นใจว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดี
“วันเทรดยังไม่ได้กำหนดแน่นอน แต่คาดว่าน่าจะประมาณสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือนธันวาคมปีนี้แน่นอน เพราะล่าสุด ก.ล.ต. ได้อนุมัติไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ CYBER ประกอบกับเป็นธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต คาดว่านักลงทุนคงให้การตอบรับที่ดีและน่าจะขายหุ้น IPO ได้หมด โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นได้ประมาณต้นเดือนธันวาคม จำนวน 2 วัน คงเพียงพอสำหรับการจองซื้อหุ้น” นายวรชาติ กล่าว ส่วนการกำหนดราคา IPO ของ CYBER นั้น เบื้องต้นได้กำหนดช่วงราคา ไว้ที่ 1.60-2 บาท ส่วนราคาที่แท้จริงคาด ว่าจะทราบประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยการกำหนดราคาหุ้นดังกล่าวจะมีส่วนลดให้กับนักลงทุน 10-20% ส่วนหลังเข้าตลาด mai แล้ว CYBER จะจ่ายเงินปันผลเลยหรือไม่คงต้องรอดูมติของคณะกรรมการบริษัทก่อน โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
ทั้งนี้ ประเมินว่าบรรยากาศการลงทุนในหุ้น IPO ปี 2553 คงมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ประกอบกับราคาหลักทรัพย์ที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ปรับขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว ดังนั้น นักลงทุนน่าจะเปลี่ยนมาเล่นหุ้น IPO ที่มีราคาไม่สูงมากนักและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุน
ด้านนายชนินทร์ วานิชวงศ์ กรรม การผู้จัดการ บริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ต อิน เตอร์แอ็คทีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CYBER กล่าวว่า ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นที่ผันผวนนัก เพราะมั่นใจพื้นฐานของบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง ประกอบกับธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์เกมยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างมหาศาล นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาเกมในรูปแบบใหม่ที่สามารถเล่นได้ทั้งครอบ ครัว เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุก กลุ่ม ดังนั้น จึงคาดว่านักลงทุนจะให้ความสนใจหุ้น CYBER
“ก็คงไม่ได้กังวลอะไรมาก แต่คงต้องดูปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งปัจจัยภายนอก เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ถ้าถามว่าบริษัทเตรียมที่จะนำหุ้นเข้าตลาด mai หรือไม่ ตอนนี้มีความ พร้อมเรียบร้อยแล้ว เพราะจุดเด่นของบริษัทคือ มีไลเซ่นส์จากไมโครซอฟท์ สินค้ามีพรีเมี่ยมมากขึ้น ส่วนแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีหน้า ตั้งเป้ากำไรขยาย ตัวแบบก้าวกระโดดจากปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโต 30% จากปี 2551 ที่ทำได้ 10 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีความพร้อมในเรื่อง ของสินค้าใหม่ๆ และเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่นและยังได้ลงทุนในธุรกิจ สถาบันเสริมทักษะการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยในปีหน้าตั้งเป้าขยายสาขาให้ได้ 100 แห่ง ซึ่งจะแบ่งเป็นการขายแฟรนไชส์จำนวน 60 แห่ง และเปิดโดย CYBER เองจำนวน 40 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่จำนวน 1 แห่ง และมีนัก เรียน จำนวน 70 คน
แหล่งที่มา : www.saimturakij.com
คำถาม
1. การกำหนดราคา IPO ของ CYBER ถูกกำหนดในช่วงใด
2. บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็นจำนวนเท่าใดของกำไรสุทธิ
3. จุดเด่นของบริษัทในการลงทุน คืออะไร
จัดทำบทความโดย น.ส.นฤมล คำบุตรดี 5102110044 คลังไฟเขียวเจรจาญี่ปุ่นเสนอ SME BANK ปล่อยกู้ต่างชาติได้
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานร่วมงานเจรจาธุรกิจระหว่างนักธุรกิจไทย 200 ราย และนักธุรกิจญี่ปุ่น 50 ราย เพื่อให้ธุรกิจที่มีปัญหาช่องทางตลาด ปัญหาทางการเงิน และปัญหาด้านอื่น ๆ กับนักธุรกิจที่ไม่มีปัญหาสามารถจับมือร่วมทำธุรกิจด้วยกันได้ โดยมีธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กับ JFC ( Japan Finance Corporation) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของญี่ปุ่นปล่อยกู้ให้นักธุรกิจญี่ปุ่น ขณะที่นักธุรกิจไทยจะมีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) สนับสนุน
แนวทางการให้เอสเอ็มอีแบงก์ร่วมปล่อยกู้แก่เอกชนญี่ปุ่นนั้น กระทรวงการคลังพร้อมหาแนวทางผ่อนปรนให้เอสเอ็มอีแบงก์สามารถปล่อยกู้ให้ต่างชาติได้ เพราะจะทำให้ธุรกิจในประเทศเกิดการสร้างงาน และทำให้เกิดการค้าขาย การถ่ายทอดเทคโนโลยี? นายประดิษฐ์ กล่าว
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า การนำนักธุรกิจ 2 ชาติมาจับคู่กันเพื่อให้นักธุรกิจได้เจรจากันโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลางทำให้ต้นทุนลดลง หากตกลงทางธุรกิจกันได้ เอสเอ็มอีแบงก์ก็พร้อมปล่อยกู้ให้ลูกค้าคนไทย เพราะตามกฎหมายของเอสเอ็มอีแบงก์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทเกินร้อยละ 50 เท่านั้น แต่หากมีการผ่อนปรนแก้ไขกฎหมายก็แล้วแต่นโยบายรัฐบาล โดยในช่วงครึ่งปีแรก เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการไปแล้ว 17,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องว่า เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้ล่าช้าได้เพียง 2-3 รายนั้น นายโสฬส กล่าวว่า ในการเริ่มดำเนินโครงการร่วมกันในการปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีนั้น ได้มีผู้ประกอบการเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการ 100 ราย เป็นเงินที่ต้องการสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท แต่เป็นผู้ที่ต้องการสินเชื่อจริง ๆ เกือบ 2,000 ล้านบาท โดยผู้ที่ขอสินเชื่อ ส.อ.ท.ต้องออกใบรับรองเครดิตสมาชิกให้ แต่ ส.อ.ท.ส่งรายชื่อมาเพียง 10 ราย ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้แล้ว 8 ราย เป็นเงิน 90 ล้านบาท และเมื่อให้พนักงานเข้าไปดูบัญชีแล้ว เอสเอ็มอีหลายรายทำบัญชียังไม่เป็นระบบ ต้องถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากรด้วย จึงต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์ยังอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 50 ของสินเชื่อทั้งหมดจึงต้องให้ความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้รอบคอบ
คำถาม
1. สถาบันการเงินของญี่ปุ่นมีวื่อว่าอะไร
2.เพราะเหตุใด SME แบงค์จึงปล่อยกู้ให้แก่ต่างชาติ
3.การนำนักธุรกิจ 2 ชาติมาเจรจากัน ให้ผลประโยชน์ทางด้านใด
แนวทางการให้เอสเอ็มอีแบงก์ร่วมปล่อยกู้แก่เอกชนญี่ปุ่นนั้น กระทรวงการคลังพร้อมหาแนวทางผ่อนปรนให้เอสเอ็มอีแบงก์สามารถปล่อยกู้ให้ต่างชาติได้ เพราะจะทำให้ธุรกิจในประเทศเกิดการสร้างงาน และทำให้เกิดการค้าขาย การถ่ายทอดเทคโนโลยี? นายประดิษฐ์ กล่าว
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า การนำนักธุรกิจ 2 ชาติมาจับคู่กันเพื่อให้นักธุรกิจได้เจรจากันโดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลางทำให้ต้นทุนลดลง หากตกลงทางธุรกิจกันได้ เอสเอ็มอีแบงก์ก็พร้อมปล่อยกู้ให้ลูกค้าคนไทย เพราะตามกฎหมายของเอสเอ็มอีแบงก์ต้องปล่อยกู้ให้ธุรกิจคนไทยที่ถือหุ้นในบริษัทเกินร้อยละ 50 เท่านั้น แต่หากมีการผ่อนปรนแก้ไขกฎหมายก็แล้วแต่นโยบายรัฐบาล โดยในช่วงครึ่งปีแรก เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการไปแล้ว 17,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 20,000 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เรียกร้องว่า เอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยกู้ล่าช้าได้เพียง 2-3 รายนั้น นายโสฬส กล่าวว่า ในการเริ่มดำเนินโครงการร่วมกันในการปล่อยสินเชื่อผ่อนปรนสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีนั้น ได้มีผู้ประกอบการเสนอชื่อเข้าร่วมโครงการ 100 ราย เป็นเงินที่ต้องการสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท แต่เป็นผู้ที่ต้องการสินเชื่อจริง ๆ เกือบ 2,000 ล้านบาท โดยผู้ที่ขอสินเชื่อ ส.อ.ท.ต้องออกใบรับรองเครดิตสมาชิกให้ แต่ ส.อ.ท.ส่งรายชื่อมาเพียง 10 ราย ซึ่งเอสเอ็มอีแบงก์ปล่อยสินเชื่อให้แล้ว 8 ราย เป็นเงิน 90 ล้านบาท และเมื่อให้พนักงานเข้าไปดูบัญชีแล้ว เอสเอ็มอีหลายรายทำบัญชียังไม่เป็นระบบ ต้องถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากรด้วย จึงต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์ยังอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 50 ของสินเชื่อทั้งหมดจึงต้องให้ความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้รอบคอบ
คำถาม
1. สถาบันการเงินของญี่ปุ่นมีวื่อว่าอะไร
2.เพราะเหตุใด SME แบงค์จึงปล่อยกู้ให้แก่ต่างชาติ
3.การนำนักธุรกิจ 2 ชาติมาเจรจากัน ให้ผลประโยชน์ทางด้านใด
จัดทำบทความโดย นางสาววีณา นิ่มทอง เลขทะเบียน 5102110048
จีนคาดไตรมาส4ศก.โตเกิน10% ลั่นตลอดปีหน้า"จีพีดี"2หลักแน่
เศรษฐกิจจีนฮ็อต ฉุดไม่อยู่ ไตรมาส 4 ส่อขยายตัวเกิน 10% ส่งผลตลอดปีจีดีพีเฉลี่ย 8.5% มั่นใจปีหน้าทะยานต่อในระดับ 2 หลักขึ้นไป ส่งสัญญาณไม่ปล่อยเงินหยวนแข็งค่าเร็วเกินไป
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน เอเอฟพีรายงานว่า นายหยู บิน นักเศรษฐศาสตร์ศูนย์วิจัยพัฒนาของสภารัฐมนตรีจีน เปิดเผยว่า ไตรมาสที่ 4 ปีนี้เศรษฐกิจของจีนอาจขยายตัวเกิน 10% และเมื่อรวมตลอดปีคาดว่าจะเติบโต 8.5% เนื่องจากการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็วตลอดจนผู้บริโภคใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศก็ขยายตัวเนื่องจากประเทศอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาบริโภคในระดับที่มีเสถียรภาพ
นายหยูกล่าวว่า ในปีหน้าจีนจะยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (10% ขึ้นไป) แต่ก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจจะเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งเงินหยวนแข็งค่า
"หากเงินหยวนแข็งค่าเร็วเกินไป อุตสาหกรรมส่งออกจะได้รับผลกระทบมาก แต่หากแข็งค่าเพียงเล็กน้อย ก็จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและทำให้เกิดการเก็งกำไรค่าเงินหยวน ซึ่งก็จะสร้างความไม่มีเสถียรภาพต่อตลาดการเงิน ซึ่งจีนกำลังประสบปัญหา 2 เรื่องนี้อยู่" นายหยูกล่าว และว่า รัฐบาลต้องสร้างเสถียรภาพในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างเพียงพอ ส่วนในปีที่จะมาถึงรัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการรักษาระดับการบริโภคและการลงทุนเพื่อไม่ให้ลดลงมากเกินไป
เอเอฟพีรายงานว่า ทางด้านสหภาพยุโรปนั้น นักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอาจหลุดพ้นจากภาวะถดถอยที่ลึกที่สุดแล้ว แต่สัญญาณการฟื้นตัวก็ไม่ได้เกิดขึ้นทั่ว 27 ประเทศสมาชิกในรูปแบบเดียวกัน โดยความแตกต่างอย่างสุดขั้วเกิดขึ้นกับ 10 ประเทศยุโรปที่เป็นอดีตคอมมิวนิสต์ โดยจะเห็นว่ามีเพียงโปแลนด์ที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตเอาไว้ได้ในปีนี้ ขณะที่ลัตเวีย ฮังการี เศรษฐกิจดิ่งลงแบบไม่มีที่สิ้นสุด
"ยุโรปกลางและตะวันออกพึ่งพายุโรปตะวันตกอย่างมาก ดังนั้นการฟื้นตัวของประเทศเหล่านี้จึงขึ้นกับการฟื้นตัวของยุโรปตะวันตก อาทิ ประเทศบัลแกเรีย และบอลติค พึ่งพาเงินทุนต่างชาติสูงมาก จะลำบากที่สุด เพราะขณะนี้มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนมาก" นายวิตโอลด์ ออร์โลว์สกี้ นักวิเคราะห์ของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ กล่าว
แหล่งที่มา : http://www.matichon.co.th/
คำถาม :
1. การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจีน เนื่องมาจากสาเหตุใด
2. ปัญหาที่ประเทศจีนกำลังประสบอยู่คืออะไร
3. การฟื้นตัวของยุโรปกลางและตะวันออกคืออะไร
จัดทำบทความโดยนางสาวนฤมล คำบุตรดี เลขทะเบียน5102110044
วิกฤติราคาน้ำมันกำลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลกนักวิเคราะห์จำนวนมากประเมินสถานการณ์ว่า สิ่งหนึ่งที่น่าจับตาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไต่ระดับสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกจากที่เคยอยู่ในระดับ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อทศวรรษที่แล้วมาเป็น 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้ (แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมาก่อนจะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล) คือการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจและอิทธิพลของประเทศต่างๆ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมหลากแขนงทั่วโลก ยิ่งน้ำมันราคาสูงขึ้นไปเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงก็จะขยายวงกว้างมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมการบินและการผลิตรถยนต์ การเพิ่มความเข้มข้นระดับนโยบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการลดวิกฤตโลกร้อน รวมไปถึงการเพิ่มอัตราเร่งของประเทศต่างๆ ในการแสวงหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแหล่งใหม่ ตลอดจนแหล่งพลังงานทางเลือกรูปแบบต่างๆ
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และเวเนซุเอลา มีรายได้และอิทธิพลมากขึ้น ประเทศยากจนที่สุดของโลกกำลังดิ้นรนเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมัน ไม่เว้นแม้กระทั่งประชากรของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ ที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ขยับสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อต้นทุนการเดินทางของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างที่พักย่านชานเมืองกับที่ทำงานในตัวเมือง
ยังไม่มีใครบอกได้ว่า สภาวะราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์และเป็นตัวแปรฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ทองคำและพืชผลการเกษตร ปรับสูงตามขึ้นไปด้วย จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เชื่อว่า ยุคที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ขณะที่การค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก็มีเพียงไม่กี่แหล่ง ฉะนั้นความคาดการณ์ส่วนใหญ่จึงชี้ว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับสูงขึ้นไปกว่านี้อีกมาก กระนั้นก็ตาม ส่วนหนึ่งยังคาดหวังว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในสหรัฐอเมริกา หรืออาจจะเป็นเศรษฐกิจจีนด้วย ในปีนี้ น่าจะมีส่วนฉุดให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาในอนาคตอันใกล้
รายงานของ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ไต่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาในตลาดสินเชื่อซับไพรม์ รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่รูดลง และยอดยึดบ้านติดจำนองที่พุ่งสูงขึ้น แม้โดยลำพังปัจจัยราคาน้ำมันจะไม่ทำให้เศรษฐกิจของมหาอำนาจรายนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนในอดีต เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ก็เชื่อว่าบทบาทและอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจโลกจะถดถอยลงไปกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีรายได้มหาศาลจากรายได้การส่งออกน้ำมัน นอกจากจะมีการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างแดนมากขึ้นอย่างน่าจับตาผ่านทางกองทุนรัฐบาล (sovereign-wealth fund) หรือบรรษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาล
ข้อมูลจากบริษัท แมคคินซีย์ แอนด์ โค. ระบุว่า ปัจจุบันบรรดากองทุนของผู้ส่งออกน้ำมันที่นำเงินรายได้จากน้ำมันมาลงทุนรวมทั้งกองทุนรัฐบาลดังที่กล่าวมา มีสินทรัพย์อยู่ในการบริหารดูแลมูลค่ารวมๆ กันกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีบรรษัทการลงทุนของยูเออี คือ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในตลาดการเงิน โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ในการบริหารของกองทุนถึง 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีขนาดพอๆ กับธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของทุนตะวันออกกลางในตลาดการเงินโลกเห็นได้ชัดจากการที่ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เข้าไปซื้อหุ้นในซิตี้กรุ๊ป ธนาคารใหญ่ของสหรัฐ เป็นมูลค่าถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยอัดฉีดเงินทุนพยุงสถานะทางการเงินให้กับซิตี้กรุ๊ปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ ข้อมูลจากบริษัทดีลลอจิก ในกรุงลอนดอน ชี้ว่า แม้กระทั่งก่อนหน้านั้น ทุนจากตะวันออกกลางทั้งจากประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี (ซึ่งรวมถึงบรรษัทการลงทุนอาบูดาบี) ได้ใช้เงินซื้อกิจการในต่างประเทศไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 124,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นที่จะขยายบทบาทเข้าไปในตลาดการเงินโลกของกลุ่มทุนอาบูดาบีก็คือข้อตกลงที่ทำกับบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดคของสหรัฐ ซึ่งมีผลทำให้บรรษัทการลงทุนอาบูดาบี ได้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดค บริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์โอเอ็มเอ็กซ์ เอบี ในยุโรป
ล้อมกรอบ
++ความต่างเมื่อเทียบกับวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต
แม้ราคาน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้วในวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังห่างจากสถิติสูงสุดที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2523 เมื่อราคาน้ำมันทะยานขึ้นถึงระดับ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในอดีตและในขณะนี้แม้จะขยับสูงในระดับที่เกือบจะใกล้เคียงกัน แต่เหตุปัจจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมนับว่ามีความแตกต่างกันอยู่มาก
ในด้านเหตุปัจจัยที่มีผลกระชากให้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นนั้น ความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพในบางประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก็ยังคงเป็นเหตุผลหนึ่งตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน แต่ตัวแปรด้านอื่นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่นภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในอดีตมักจะมีผลมาจากการลดปริมาณการผลิตด้วยเหตุจูงใจทางการเมืองของประเทศผู้ส่งออกและมักจะมีขึ้นเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา ตรงข้ามกับภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในปัจจุบันซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างร้อนแรงกระทั่งทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในตะวันออกกลางเองด้วย เมื่อช่องห่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานน้ำมันแคบเข้ามา ตลาดก็มีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อข่าวลือที่เกี่ยวกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่ว่าจะเป็นข่าวความไม่สงบทางการเมืองหรือความไร้เสถียรภาพทางสังคมก็ตาม
ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศในโลกตะวันตก ต่างก็มีอิทธิพลเหนือแหล่งพลังงานของโลกน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา มีการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่รัฐบาลของประเทศซึ่งเป็นแหล่งพลังงานเหล่านั้นต่างก็พยายามกุมสิทธิเหนือแหล่งพลังงานธรรมชาติของตัวเอง ทำให้ทุกวันนี้แหล่งปริมาณน้ำมันราว 3 ใน 4 ของที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลก ตกอยู่ในการควบคุมดูแลของบริษัทน้ำมันของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ มากกว่าที่จะเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตกเช่นในอดีต
ในส่วนของการบริโภคน้ำมัน ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือ ทุกๆ 4 บาร์เรลที่มีการผลิตน้ำมันดิบออกมาสู่ตลาดโลกในแต่ละวัน จะมี 1 บาร์เรลป้อนความต้องการบริโภคน้ำมันในสหรัฐอเมริกา และหากคำนวณเฉลี่ยในระดับการบริโภคน้ำมันต่อคนต่อปี ชาวอเมริกันก็ยังเป็นแชมป์ผู้ใช้น้ำมันอันดับ 1 ของโลกอยู่ดี โดยมีอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันมากกว่าชาวอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศสมากกว่าสองเท่า และมากกว่าชาวจีนเกือบๆ 13 เท่า อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงเชื่อว่าแม้ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นไปถึงสถิติสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งปี 2522 แรงกดดันที่มีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐก็จะไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดังกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2285 06 ม.ค. - 09 ม.ค. 2551
คำถาม
1.
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และเวเนซุเอลา มีรายได้และอิทธิพลมากขึ้น ประเทศยากจนที่สุดของโลกกำลังดิ้นรนเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมัน ไม่เว้นแม้กระทั่งประชากรของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ ที่ต้องแบกรับแรงกดดันจากราคาเชื้อเพลิงที่ขยับสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ ซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อต้นทุนการเดินทางของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างที่พักย่านชานเมืองกับที่ทำงานในตัวเมือง
ยังไม่มีใครบอกได้ว่า สภาวะราคาน้ำมันที่ขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์และเป็นตัวแปรฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ทองคำและพืชผลการเกษตร ปรับสูงตามขึ้นไปด้วย จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เชื่อว่า ยุคที่ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว และแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกไม่ได้ชะลอตัวลงเลย ขณะที่การค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก็มีเพียงไม่กี่แหล่ง ฉะนั้นความคาดการณ์ส่วนใหญ่จึงชี้ว่าราคาน้ำมันน่าจะปรับสูงขึ้นไปกว่านี้อีกมาก กระนั้นก็ตาม ส่วนหนึ่งยังคาดหวังว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในสหรัฐอเมริกา หรืออาจจะเป็นเศรษฐกิจจีนด้วย ในปีนี้ น่าจะมีส่วนฉุดให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาในอนาคตอันใกล้
รายงานของ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ไต่ถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ สร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้วจากปัญหาในตลาดสินเชื่อซับไพรม์ รวมถึงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่รูดลง และยอดยึดบ้านติดจำนองที่พุ่งสูงขึ้น แม้โดยลำพังปัจจัยราคาน้ำมันจะไม่ทำให้เศรษฐกิจของมหาอำนาจรายนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนในอดีต เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ก็เชื่อว่าบทบาทและอิทธิพลในเวทีเศรษฐกิจโลกจะถดถอยลงไปกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศในตะวันออกกลาง อย่างซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งมีรายได้มหาศาลจากรายได้การส่งออกน้ำมัน นอกจากจะมีการนำเงินดังกล่าวไปใช้ในโครงการขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีการนำเงินออกไปลงทุนในต่างแดนมากขึ้นอย่างน่าจับตาผ่านทางกองทุนรัฐบาล (sovereign-wealth fund) หรือบรรษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาล
ข้อมูลจากบริษัท แมคคินซีย์ แอนด์ โค. ระบุว่า ปัจจุบันบรรดากองทุนของผู้ส่งออกน้ำมันที่นำเงินรายได้จากน้ำมันมาลงทุนรวมทั้งกองทุนรัฐบาลดังที่กล่าวมา มีสินทรัพย์อยู่ในการบริหารดูแลมูลค่ารวมๆ กันกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีบรรษัทการลงทุนของยูเออี คือ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในตลาดการเงิน โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ในการบริหารของกองทุนถึง 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีขนาดพอๆ กับธนาคารกลางของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว
อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของทุนตะวันออกกลางในตลาดการเงินโลกเห็นได้ชัดจากการที่ อาบู ดาบี อินเวสต์เมนต์ ออธอริตี เข้าไปซื้อหุ้นในซิตี้กรุ๊ป ธนาคารใหญ่ของสหรัฐ เป็นมูลค่าถึง 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยอัดฉีดเงินทุนพยุงสถานะทางการเงินให้กับซิตี้กรุ๊ปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ ข้อมูลจากบริษัทดีลลอจิก ในกรุงลอนดอน ชี้ว่า แม้กระทั่งก่อนหน้านั้น ทุนจากตะวันออกกลางทั้งจากประเทศบาห์เรน คูเวต โอมาน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ ยูเออี (ซึ่งรวมถึงบรรษัทการลงทุนอาบูดาบี) ได้ใช้เงินซื้อกิจการในต่างประเทศไปแล้วคิดเป็นมูลค่ารวม 124,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นที่เป็นตัวอย่างความมุ่งมั่นที่จะขยายบทบาทเข้าไปในตลาดการเงินโลกของกลุ่มทุนอาบูดาบีก็คือข้อตกลงที่ทำกับบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดคของสหรัฐ ซึ่งมีผลทำให้บรรษัทการลงทุนอาบูดาบี ได้ถือหุ้นใหญ่ทั้งในบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์นาสแดค บริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และบริษัทบริหารตลาดหลักทรัพย์โอเอ็มเอ็กซ์ เอบี ในยุโรป
ล้อมกรอบ
++ความต่างเมื่อเทียบกับวิกฤตราคาน้ำมันในอดีต
แม้ราคาน้ำมันดิบจะขยับขึ้นไปถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้วในวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา แต่ก็ยังห่างจากสถิติสูงสุดที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายน พุทธศักราช 2523 เมื่อราคาน้ำมันทะยานขึ้นถึงระดับ 102.81 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในอดีตและในขณะนี้แม้จะขยับสูงในระดับที่เกือบจะใกล้เคียงกัน แต่เหตุปัจจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวมนับว่ามีความแตกต่างกันอยู่มาก
ในด้านเหตุปัจจัยที่มีผลกระชากให้ราคาน้ำมันทะยานสูงขึ้นนั้น ความปั่นป่วนไร้เสถียรภาพในบางประเทศแถบตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก็ยังคงเป็นเหตุผลหนึ่งตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน แต่ตัวแปรด้านอื่นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่นภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในอดีตมักจะมีผลมาจากการลดปริมาณการผลิตด้วยเหตุจูงใจทางการเมืองของประเทศผู้ส่งออกและมักจะมีขึ้นเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา ตรงข้ามกับภาวะปริมาณน้ำมันตึงตัวในปัจจุบันซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างร้อนแรงกระทั่งทำให้ความต้องการบริโภคน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศในตะวันออกกลางเองด้วย เมื่อช่องห่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานน้ำมันแคบเข้ามา ตลาดก็มีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อข่าวลือที่เกี่ยวกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่ว่าจะเป็นข่าวความไม่สงบทางการเมืองหรือความไร้เสถียรภาพทางสังคมก็ตาม
ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศในโลกตะวันตก ต่างก็มีอิทธิพลเหนือแหล่งพลังงานของโลกน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา มีการค้นพบแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมหาศาลในภูมิภาคต่างๆ ขณะที่รัฐบาลของประเทศซึ่งเป็นแหล่งพลังงานเหล่านั้นต่างก็พยายามกุมสิทธิเหนือแหล่งพลังงานธรรมชาติของตัวเอง ทำให้ทุกวันนี้แหล่งปริมาณน้ำมันราว 3 ใน 4 ของที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลก ตกอยู่ในการควบคุมดูแลของบริษัทน้ำมันของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ มากกว่าที่จะเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตกเช่นในอดีต
ในส่วนของการบริโภคน้ำมัน ปัจจุบันสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือ ทุกๆ 4 บาร์เรลที่มีการผลิตน้ำมันดิบออกมาสู่ตลาดโลกในแต่ละวัน จะมี 1 บาร์เรลป้อนความต้องการบริโภคน้ำมันในสหรัฐอเมริกา และหากคำนวณเฉลี่ยในระดับการบริโภคน้ำมันต่อคนต่อปี ชาวอเมริกันก็ยังเป็นแชมป์ผู้ใช้น้ำมันอันดับ 1 ของโลกอยู่ดี โดยมีอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันมากกว่าชาวอังกฤษ เยอรมัน และฝรั่งเศสมากกว่าสองเท่า และมากกว่าชาวจีนเกือบๆ 13 เท่า อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้นนักวิเคราะห์จึงเชื่อว่าแม้ราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นไปถึงสถิติสูงสุดเหมือนเมื่อครั้งปี 2522 แรงกดดันที่มีต่อเศรษฐกิจของสหรัฐก็จะไม่รุนแรงเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในยุคดังกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2285 06 ม.ค. - 09 ม.ค. 2551
คำถาม
1.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)